Search

48 ชั่วโมงกับ Mac OS X 10.7 (Lion)

Mac OS X 10.7 (Lion) เพิ่งออกเวอร์ชั่น Developer Preview มาเมื่อวันพฤหัสที่ 24 ก.พ. มีหลายฟีเจอร์ที่น่าสนใจและน่าใช้มากสำหรับ Mac Users จากที่ได้ดูและอ่านความสามารถบนหน้าเว็บแอปเปิ้ล ตอนนี้เราได้ทดลองใช้งานเจ้า Lion แล้วก็เลยอยากมาแชร์ความคิดหลังจากที่ได้ทดลองใช้ครับ

 

เกริ่นกันก่อน

สำหรับ Mac OS X 10.7 (Lion) ต่อไปจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า Lion จะไม่สามารถลงในเครื่องที่ใช้ Intel Core Duo/ Core Solo ได้แล้ว โดยเครื่องขั้นต่ำที่สามารถลง Lion คือ Intel Core 2 Duo ขึ้นไป โดยจะมีกำหนดออกมาให้เราได้ใช้กันในช่วงกลางปี 2011 นี้

ฟีเจอร์ที่แอปเปิ้ลได้เปิดเผยออกมาในหน้าเว็บลองดูกันครับว่าพอได้ทดลองใช้งานจริงแล้วเป็นยังไง รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับการแสดงผลภาษาไทยใน Lion ด้วย โดยเราจะลองฟีเจอร์ใหม่ ๆ เรียงกันตั้งแต่เปิดเครื่องกันเลยแล้วกัน

 

 

เริ่มตั้งแต่การลง OS ที่ใน Lion จะค่าปกติจะเป็นการลงสำหรับ Users ทั่วไป ซึ่งถ้าต้องการความสามารถด้าน Server ต้องเลือกลงเพิ่มเติมเองในขั้นตอนของการลง OS โดยพื้นที่ในฮาร์ดดิกส์ที่ OS ต้องการใช้พื้นที่ประมาณ 9-10 GB

 

 

หลังจากลง OS เสร็จเรียบร้อยอย่างนึงที่ไม่คุ้ยเลยคือแอปเปิ้ลตั้งค่าเริ่มต้นให้การเลื่อนหน้าจอสลับจากปกติ (งงกันล่ะซิ) นึกภาพว่าเวลาเราต้องการเลื่อนหน้าจอใน Safari ลงล่างปกติแล้วก็จะเลื่อนนิ้วบน Trackpad หรือบน Magic Mouse ลงด้านล่างแล้วหน้าจอจะเลื่อนลง แต่บน Lion กลายเป็นว่าเราเลื่อนนิ้วขึ้นเท่ากับเลื่อนหน้าจอลง หรือเลื่อนนิ้วลงเท่ากับเลื่อนหน้าจอขึ้น เหมือนการเลื่อนหน้าจอบน iOS ยังไงยังงั้น ความคุ้นเคยนี้เท่าที่ได้ลองถ้าใช้ Magic Mouse จะงงมากเป็นพิเศษ ส่วนถ้าใช้ Trackpad (รวม Magic Trackpad จะงงน้อยกว่าและทำความคุ้นเคยได้เร็วกว่า) สำหรับการตั้งค่าเพื่อให้กลับมาเป็นปกติตามที่เราเคยใช้มาทั้งชีวิตสามารถตั้งค่าได้จากใน System Preferences > Mouse แล้วนำเครื่องหมายถูกออกจาก When using gestures to scroll or navigate… ซึ่งจะทำให้ความคุ้นเคยกลับมาเป็นปกติ อีกอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิมก็คือคำว่า Airport หรือที่รู้จักกันในทีว่า Wi-Fi นั้นไม่มีอีกแล้วโดยแอปเปิ้ลเปลี่ยนมาใช้คำว่า Wi-Fi แทนคำว่า Airport เป็นทางการแล้ว นอกนั้นหน้าตาของ Lion ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรจนทำให้เรารู้สึกว่าแปลกไปจากเดิม

 

 

Launchpad

iOS ในร่างของ Mac OS X ดี ๆ นี่เองสำหรับ Launchpad ที่ทำหน้าที่เป็นการเรียกแอพฯในเครื่องเราออกมาให้เรากดใช้งานได้ง่ายกว่าเดิมแนวเดียวกับ iOS ใน iPad คือเราสามารถเรียกแอพฯ ได้จากปุ่ม ๆ เดียว และสามารถเลื่อนหน้าจอซ้ายขวาเพื่อดูแอพฯต่าง ๆ ได้เหมือนบน iPad และ iPhone

เท่าที่ได้ลองใช้ Launchpad จะว่าสะดวกขึ้นก็ได้ เพราะเหมือนเรากดปุ่ม Cmd+Shift+A ที่เป็นช็อตคัทเรียก Finder > Applications ขึ้นมา แต่แอพฯที่ปรากฏบน Launchpad ไม่จำเป็นต้องเรียงตามตัวอักษรเหมือนใน Finder > Applications เพราะเราสามารถจัดระเบียบแอพฯใน Launchpad ได้เหมือนกับบน iOS ที่จับลากเรียงแบบไหนก็ได้ สามารถสร้างโฟลเดอร์รวมแอพที่เราใช้บ่อย ๆ เข้าด้วยกัน โดยไม่มีผลกระทบถึงใน Finder > Applications และไม่กระทบว่าการย้ายแอพฯมารวมในโฟลเดอร์เดียวกันแล้วจะเปิดไม่ได้ เพราะบางครั้งถ้าเราจับรวมโฟลเดอร์แอพฯเองใน Finder > Applications อาจจะมีผลทำให้บางแอพเปิดใช้งานไม่ได้ เพราะการย้ายแบบนี้จะมีผลกระทบกับตำแหน่งของ Path ของแอพฯต่าง ๆ

ผมยังหาไม่เจอว่าช็อตคัทคีย์บอร์ดของ Launchpad คือปุ่มอะไรทำให้การเรียกใช้งานในปัจจุบันมี 2 ทางคือคลิกที่ไอคอน Launchpad บน Dock หรือตั้งค่าใน Expose สักมุมหนึ่งเพื่อให้เป็นการเรียก Launchpad

…ยังไม่ชินกับการใช้ Launchpad สักเท่าไหร่

 

 

Mission Control

เป็นขั้นกว่าของ Expose ในปัจจุบันที่มีมาตั้งแต่ 10.3 โดย Mission Control ได้ทำการเพิ่มเติมหน้าจอของโปรแกรมต่าง ๆ ให้อยู่ด้วยกัน เพราะปกติใน Expose จะกระจาย ๆ กันอยู่ เช่นถ้าเราเปิดหน้าเว็บ Safari ไว้ 5 หน้าต่างเวลาเราเรียก All Windows ใน Expose ขึ้นมาหน้าต่างเหล่านั้นก็จะกระจัดกระจาย แต่ใน Mission Control เวลาเรียก All Windows จะทำการจัดกลุ่มหน้าต่างของแอพฯเดียวกันให้อยู่ด้วยกัน

สำหรับการใช้ Mission Control จะเกี่ยวเนื่องไปยังฟีเจอร์ Space โดยต่อไปนี้ Space จะไม่มีการเรียงหน้าจอแบบหลายแถวแล้ว (ไม่มีการเพิ่ม Rows) โดยการเรียงหน้าจอของ Space จะเป็นการเรียงแถวเดียวใช้วิธีเลื่อนซ้ายและขวาเท่านั้น โดยเมื่อเราเปิดใช้งาน Space และกดเรียกใช้ Mission Control จะมีหน้าจอ Space แต่ละ Desktop ปรากฏขึ้นมาอยู่ด้านบนใน Mission Control ด้วย

ไม่ได้รู้สึกว่า Mission Control จะช่วยอะไรได้เยอะขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่เวลาใช้ Safari เปิดหลายเว็บก็ใช้การเปิดแท็ป (Tab) อยู่แล้ว ส่วนการเปิดแอพฯอื่นหลาย ๆ หน้าต่าง ส่วนตัวไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่ ส่วน Space ส่วนตัวผมชอบที่ให้เราเห็นเลยว่าแต่ละหน้าจอ Desktop เรามีแอพฯอะไรเปิดใช้อยู่บ้างได้ง่ายขึ้น

 

Resume

ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะในกรณีไฟดับขณะพิมพ์งานหรือทำงานอื่นอยู่แล้วเครื่องเกิดแฮงค์ไป เวลาเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ทุกหน้าจอที่ทำงานค้างไว้ก่อนไฟดับก็จะกลับมาอยู่ในสถานะเดิม แต่แอพฯนั้น ๆ ต้องรองรับฟึเจอร์ Resume นี้ด้วย

โดยผมลองพิมพ์ข้อความใน Text Edit แล้วลองกดปุ่มพาวเวอร์ค้างเพื่อให้เครื่องดับทันทีและทำการเปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง ทุกอย่างที่เราเปิดไว้ทั้ง Text Edit ที่พิมพ์ข้อความอยู่ถึงตรงไหนก็กลับมาเหมือนเดิม แต่กลับกันใน Pages ลองทำแบบเดียวกันยังไม่สามารถกลับมาในจุดเดิมได้

นอกเหนือจากโปรแกรมพิมพ์เอกสารแล้วผมได้ลองกับ Pixelmator โปรแกรมตกแต่งรูป โดยทำการเปิดรูปขึ้นมารูปหนึ่งและพิมพ์ข้อความไปในรูปและทำแบบเดียวกันคือกดปุ่มพาวเวอร์ค้างไว้จนเครื่องดับไปเองและเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ ตัว Pixelmator สามารถเปิดรูปที่ทำงานอยู่กลับขึ้นมาได้ แต่ข้อความที่พิมพ์ลงไปไม่กลับมาในสถานะก่อนที่เครื่องจะดับไป

ฉะนัั้น Resume แม้จะทำได้ดีแค่ไหนก็สุดท้ายการกดเซฟงานเองยังไงก็มั่นใจได้มากที่สุด

 

Auto Save

ต้องบอกว่าแอปเปิ้ลโคตรจะมั่นใจว่า Auto Save จะไม่แฮงค์ไม่ล่มไม่งอแง เพราะขณะที่พิมพ์ข้อความใน Text Edit อยู่นั้นถ้าคุณกด Cmd+Q (Quit) เพื่อปิดแอพฯ Text Edit ตามปกติจะต้องมีข้อความเตือนว่ายังไม่ได้ทำการเซฟงานและจะทำการเซฟหรือไม่ แต่ใน Text Edit ใน Lion จะไม่มีการถามข้อความใด ๆ ทั้งสิ้นคือปิดไปดื้อ ๆ เลย โดยผมลองเปิดหน้าต่างของ Text Edit ไว้ 3 หน้าต่างและทำการพิมพ์ข้อความในแต่ละหน้าต่างไม่ซ้ำกัน และทำการกด Cmd+Q ออกมา ซึ่งพอกดเปิด Text Edit อีกครั้งทั้ง 3 หน้าต่างที่ไม่ได้มีการกดเซฟเลยสักหน้าต่างกลับมาอยู่ในสถานะที่มีข้อความล่าสุดทั้งหมด

…ชอบฟีเจอร์ Auto Save มากแต่ก็ห้ามประมาท เพราะไม่ใช่ทุกแอพฯจะรองรับ Auto Save

 

Safari

สำหรับ Safari ใน Lion ได้เพิ่มลูกเล่นที่เอื้อกับการใช้งาน (Magic) Trackpad  และ Magic Mouse เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการ Touch to Zoom เหมือนบน iOS การกดเปิดหน้าเว็บที่เปิดมาก่อนหน้านี้ที่ไม่ต้องโหลดหน้าเว็บนั้น ๆ

เอาว่าถ้าเป็น MacBook Series เครื่องเก่าก่อนจะขึ้นเป็น Multitouch Trackpad ใช้งานไม่สนุก และเครื่องตั้งโต๊ะที่ใช้ Mighty Mouse ก็จะขาดความสนุกในส่วนนี้ไปด้วยเช่นกัน สำหรับการทำงานร่วมกับ Wacom ผมไม่มีให้ลองว่าผลจะออกมาเป็นยังไงและต้องปรับการลากหรือกดปากกายังไงบ้าง

 

Mail 5

สำหรับแอพฯ Mail ใน Lion ถอดแบบมาจาก iOS บน iPad กันเลยทีเดียว เท่าที่ได้ลองใช้ค่อนข้างประทับใจครับ โดยเฉพาะลูกเล่นเรื่อง Conversation ของอีเมลที่เราโต้ตอบไปมา โดยอีเมลที่เรา Reply กลับไปหาเพื่อนหรือใครก็ตามแต่ แทนที่จะขึ้นเป็นอีเมลที่มีข้อความเก่ายาวพรืดเพราะส่งอีเมลหากันกลับไปกลับมาหลายฉบับแล้ว ใน Mail 5 จะย่อเหลือแค่ส่วนที่เป็นของใหม่ให้ และถ้าอยากดูแบบยาวพรืดก็สามารถทำได้เหมือนเดิม

โดยรวมสำหรับ Mail 5 ปรับปรุงให้น่าใช้มากยิ่งขึ้น

 

การแสดงผลภาษาไทยใน Lion

 


สำหรับการแสดงผลภาษาไทยใน Lion ยังใช้ฟอนท์ Thonburi อยู่เช่นเดิม ซึ่งก็ยังมีปัญหาการแสดงผลอยู่เช่นเดิมเหมือนกัน ปัญหาเดิม ๆ ในการแสดงผลภาษาไทยก็คือเวลาที่เราพิมพ์คำที่มีวรรณยุกต์ ไม้หันอากาศและไม้ตรีอยู่คู่กันตัวหนังสือจะทับซ้อนกัน โดยเรื่องนี้เท่าที่ทราบมีการแจ้ง Bugs Report ไปแล้ว แต่กระนั้นก็ดีปัญหานี้มีมานานจนรู้สึกว่าแอปเปิ้ลไม่ได้สนใจจะตามแก้ให้เราสักที

การแสดงผลภาษาไทยใน Safari เหมือนจะยังมีความผิดพลาดอยู่ เพราะหลาย ๆ เว็บไม่สามารถแสดงผลภาษาไทยได้ตามปกติแม้จะมีการปรับเรื่องฟอนท์แล้วก็ตามเช่นเว็บ siampod.com, freemac.net เป็นต้น

ส่วนการลบคำที่มีวรรณยุกต์อยู่ด้วยจุดนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเช่นกัน โดยการลบคำเช่น ‘ที่’ แทนที่จะลบไม้เอกก่อนแล้วก็ค่อยเป็นสระอีแล้วค่อยเป็นท.ทหาร ก็ยังง่อยเหมือนเดิมคือกดลบทีเดียวหายไปทั้งคำ

ฟีเจอร์ใหม่อีกหนึ่งอย่างที่อยากนำเสนอก็คือใน Lion มี Voice Over สำหรับผู้พิการทางสายตาเป็นภาษาไทยแล้ว โดยฟีเจอร์ดังกล่าวต้องขอขอบคุณ @virusflow ที่เข้ามาทักให้ช่วยดูเรื่องนี้ให้หน่อยว่าแอปเปิ้ลได้ใส่มาหรือยัง โดยใน Lion แอปเปิ้ลได้ทำการใส่ Voice Over ภาษาไทยในชื่อ Narisa Premium ซึ่งต้องทำการดาวน์โหลดแพ็กเกจเสียงภาษาไทยเพิ่มต่างหากเอง แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถดาวน์โหลดได้ แต่เท่าที่แอปเปิ้ลเปิดให้ฟังเสียงทดสอบของ Narisa Premium จะเป็นเสียงเดียวกับ Voice Over ที่อยู่ใน iOS

มีอยู่ 2 ฟีเจอร์หลัก ๆ ที่ผมไม่ได้ลองคือ AirDrop ที่ทำยังไงเมนู AirDrop ก็ไม่โผล่มาใน Finder ส่วน Version ที่เป็นการเทียบเอกสารล่าสุดกับเวอร์ชั่นที่เราพิมพ์ไปก่อนหน้าอันนี้ก็ไม่ได้ลองเพราะไม่ได้เซ็ทอัพ TimeMachine ไว้ ถ้ามีโอกาสได้ทดสอบจะมาอัพเดทให้ได้ทราบกันครับ และสำหรับในส่วนของ Server ขอยกยอดไว้เขียนถึงเป็นอีกตอนแล้วกัน

สรุปโดยรวมจากการได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ Mac OS X 10.7 Lion (Developer Preview) ถ้านับจากที่เคยตื่นเต้นสมัยตอนที่ได้ใช้ 10.4, 10.5 ใหม่ ๆ ความรู้สึกแบบนั้นกำลังจะกลับมาอีกครั้ง อดใจรอใช้ Mac OS X 10.7 Lion พร้อม ๆ กันกลางปีนี้

 

 

posted on 1 March 2011, 3:37 am by kangg in Articles
  • http://ezybzy.info ezy

    มาเพิ่มเติมว่า Java และ Boot Camp (ส่วนของไดรเวอร์) จะเป็นดาวน์โหลดแยกทีหลัง หลังจากการติดตั้ง OS แล้ว

    สังเกตภาษาไทยใน Safari เข้าใจว่า วิธีการแสดงผลของตัวอักษรในระบบมีความเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ส่วนในรายละเอียดคงต้องดูกันอีกทีว่าการเปลี่ยนมาแสดงผลโดยที่จะใช้ Fallback เป็นกรณีท้ายสุด จะทำให้หน้าตาเว็บหลาย ๆ แห่งที่เคยดูดี เปลี่ยนไปขนาดไหน (คิดว่า Safari 5.1 จะออกมาให้ลองบน Snow Leopard ก่อน ถึงตอนนั้นก็จะได้เห็นว่ามีอาการแบบนี้ติดมาด้วยไหม)

  • http://www.facebook.com/mehnthailand Mehn Thailand

    อยากใช้แล้ววววว หวังไว้กับ Mission Control มากๆ เลย เพราะปกติเป็นเปิดหลายหน้าต่างมากๆ ว่าแต่มี Voice Over ภาษาไทยแล้ว งั้น Text-to-Speech ก็มีภาษาไทยแล้วซิ เย้ (อยากให้อ่านหน้าเว็บให้ฟัง)

  • http://www.facebook.com/people/Piya-OccMed/1695190529 Piya OccMed

    ถ้าออกมาแล้ว ต้องลงยังไงครับ ลบทิ้งแล้วลงใหม่ หรือลงทับไปได้เลย

    Mission control ก็ทำออกมาดีนะ เพราะ Window7 แยกกลุ่มไว้ตรง Taskbar ด้านล่าง แล้วใช้งานง่ายมาก เช่น เปิด word หลายอัน เปิด folder หลายอัน มันก็จัดเรียงให้เลย

    ปล.ปกติเปิดงานไว้เยอะมากๆอยู่แล้ว

  • http://www.facebook.com/nutmaster Nuttakand Saleewan

    ยังไม่เคยลอง MAC OS ใหม่เลยเดียวได้ลองตัวนี้หละ

  • http://www.facebook.com/nutmaster Nuttakand Saleewan

    ยังไม่เคยลอง MAC OS ใหม่เลยเดียวได้ลองตัวนี้หละ

  • http://www.facebook.com/people/หมู๋หย๋อง-ภูมิวิทยา/1163824762 หมู๋หย๋อง ภูมิวิทยา

    -0-

  • http://www.facebook.com/spunnajutika Sam Won Tae

    ใช้โปรแกรมตระกูล adobe ไม่ได้ และ java ลงไม่ได้ เปิดโปรแกรมจะรัน ถามหา อัพเดท java ตลอด เซงจิ๊บๆ 

  • http://www.facebook.com/spunnajutika Sam Won Tae

    เห็นว่า java เลิกพัฒนาแล้ว

    • http://ezybzy.info ezy

      ต้องเรียกว่าผ่องถ่ายการพัฒนาแกนหลักออกไปให้ Community ครับ

      ทาง Apple เองก็ยังถือบางส่วนไว้เองเหมือนเดิม แต่จากการถ่ายงานออกไปทำให้เชื่อว่า มันจะออกรุ่นใหม่ได้พร้อม ๆ หรือไล่เลี่ยกับระบบอื่น ๆ

      ถ้าต้องการติดตั้ง Java ในครั้งแรกคงต้องเปิด Java Preferences ก่อนครับ เพื่อให้มันไปทำการดาวน์โหลดชุด Java มาติดตั้งก่อน พอ Java Preferences ใช้งานได้ โปรแกรมอื่น ๆ ที่ต้องการ Java ก็น่าจะทำงานได้ตามปกติเหมือนเดิม