Search

ถ้าแอปเปิ้ลไม่มี Ive (Apple Without Jony Ive)

บทความพิเศษ “ถ้าแอปเปิ้ลไม่มี Ive (Apple Without Jony Ive)” ได้รับเกียรติจากคุณวีร์ (@comicstudies) มาเขียนบทความนี้ให้ครับ

Apple Without Jony Ive?

เขียนโดย : นายวีร์ วีรพร (@comicstudies)

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนถึงก่อนที่จะมีการเปิดตัว iPad 2 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม เหล่าแฟนและสาวก Apple ต่างก็อกสั่นขวัญแขวนกับอาการป่วยของ Steve Jobs จนแม้แต่สื่อหลายสำนักก็พากันออกมาวิเคราะห์ถึงอนาคตของ Apple กันอย่างครึกโครม สิ่งที่เรากลัวกันในฐานะ user, แฟน และสาวก ก็คือ กลัวว่าถ้าขาด Jobs ไปแล้ว Apple จะยังเจ๋งอย่างทุกวันนี้อยู่ได้หรือไม่นั่นเอง

 

 

และในระหว่างที่ทุกอย่างยังคลุมเครือ ก็มีข่าวลือออกมาอีกว่า Jonathan Ive (หรือ Jony Ive) หัวหน้าทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ อาจจะลาออกเพื่อให้ลูกแฝดได้รับการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ แผ่นดินเกิดของเขา ข่าวนี้ทำให้ user, แฟน และสาวก เกิดความวิตกมากขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะกลัวว่านอกจากจะเสียผู้นำทางความคิดไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ของ Apple อาจจะ “เสียรูปแบบที่น่าหลงใหล” ไปด้วยก็ได้ถ้าปราศจากนักออกแบบชื่อดังท่านนี้

ในฐานะแฟนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple ต่อเนื่องมายาวนาน และเคยสัมผัสตัวตนของ Ive จากการไปนั่งฟังการบรรยายของเขามาแล้วครั้งหนึ่ง (อ่านบันทึกการบรรยายครั้งนั้น ได้ที่ www.weeviraporn.com) ผมขอแสดงความเห็นของตนเอง ต่อกรณีนี้ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้

ความเจ๋งทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple

ถ้าเราติดตามแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ในยุคหลังการกลับมาของ Steve Jobs โดยเอา iMac รุ่นแรก (1988) เป็นจุดเริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นพัฒนาการทางการออกแบบดังนี้

 

1. ความชำนาญในการใช้วัสดุ โดยสามารถเน้นการคุณลักษณะของวัสดุนั้นอย่างโจ่งแจ้งและสง่างาม – เช่น iMac G3 จากรุ่นแรก จนถึงรุ่นสุดท้าย เนื้อโพลีคาร์บอเนท ตรงส่วนหลังเครื่องสามารถทำให้สีสันสดใส และมีความโปร่งใสขึ้น ดูน่ากินขึ้น

ครั้นพอมาถึงยุคที่ใช้อลูมินัมและกระจก ก็พัฒนา iMac มาจนถึงจุดที่โครงสร้างตัวเครื่องเป็นอลูมินัมชิ้นเดียว แล้วนำแผ่นกระจกมาติดตั้งบนจอแบบขอบขนขอบ ไม่เห็นกรอบอลูมินัมล้อมรอบอีกต่อไป

2. การตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น แล้วซ่อนประโยชน์ใช้สอยอยู่ในรูปลักษณ์ที่มีองค์ประกอบภายนอกน้อยลงเรื่อยๆ – เช่น การซ่อนแม่เหล็กบริเวณจุดที่ใช้นิ้วเปิดฝาเครื่อง MacBook เพื่อกำจัดตะขอเกี่ยวออกไป หรือการมีไฟ sleep light ที่ไม่สามารถมองเห็นร่องรอยบนตัวเครื่องได้เลยถ้าไม่เกิดการใช้งาน

 

ข้อนี้ต้องถือว่าประสบความสำเร็จมากถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าบริษัทไหนจะออกแบบคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ให้ดูน้อย เรียบง่ายลง เมื่อไร ก็จะโดนคนมองว่า “เหมือน Apple” ไปเสียหมด เป็นการ “ตีมึนทำตัวเป็นเจ้าของความน้อยและเรียบง่าย” แบบเดียวกับที่แบรนด์ Muji ทำได้สำเร็จ

 

บทบาทของ Jonathan Ive ในฐานะ “หน้าตา” ของทีมออกแบบผลิตภัณฑ์

ถ้าได้อ่านบันทึกการบรรยายของผมตามลิงค์ที่ให้ไว้ข้างต้น จะมีจุดสังเกตคือ Ive ไม่แสดงความเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียว แต่จะใช้คำว่า “เรา” ในฐานะทีม และตัวเขายังมีบุคลิกที่ไม่น่าจะเป็นคนชอบออกสื่ออีกด้วย ในการไปฟังบรรยายครั้งนั้นของผม ผู้จัดย้ำนักย้ำหนาว่า “เป็นการบรรยายในที่สาธารณะครั้งแรกในรอบ 7 ปี”

โดยธรรมชาติของอาชีพนักออกแบบนั้นแตกต่างจากอาชีพศิลปินอยู่ตรงที่ หลายครั้งผลงานจะถูกผลิตออกมาโดยไม่มีการระบุตัวตนของผู้ออกแบบ เพียงแต่ยุคปัจจุบันนี้ เรามีนักออกแบบที่มีสถานะ superstar มากขึ้น การที่ Apple จะมี design guru / superstar designer ซักคนมาประดับแบรนด์ด้วยเหตุผลทางการตลาด ก็ฟังดูสมเหตุสมผล

อยากให้เปรียบเทียบกับกล้อง Nikon รุ่นท็อป ที่มักจะให้ทีมของ Giorgetto Giugiaro นักออกแบบระดับตำนานชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบ พอเปิดตัวทีก็มีเรื่องให้โปรโมทเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง ทำคลิปสัมภาษณ์ไว้บนเว็บไซท์ให้แฟนและสาวกได้ชื่นชม แถมยังเรียกร้องความสนใจจากคนในแวดวงดีไซน์ได้อีกต่างหาก

โดยส่วนตัวผมจึงเชื่อว่า แม้ Ive จะอยู่ในฐานะหัวหน้าทีม แต่อาจจะไม่ได้แปลว่าคนอื่นในทีมไม่มีบทบาทเด่น เพียงแต่ Apple เลือกเขามาทำหน้าที่ “หน้าตา” ของทีม ยิ่งเราเห็นหน้า Ive บ่อยขึ้นเท่าไหร่ ภาพลวงของการเป็น “คนทำงานคนเดียว” หรือ “หัวหน้าทีมที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ” ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง การทำงานออกแบบอุตสาหกรรมเป็นงานที่ต้องร่วมมือกับหลายฝ่ายมาก และมันช่างขัดกับบุคลิกส่วนตัวของเขาเหลือเกิน

อยากให้ลองเปรียบเทียบลุคของ Ive จากวีดีโอนี้ (ถ่ายเมื่อปี 1999) กับลุคปัจจุบัน จะเห็นว่าตัวเขาก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับหน้าตาของผลิตภัณฑ์ Apple คือ เรียบหล่อขึ้น เป็นมิตรน้อยลง และดูแมนขึ้น :-)  Ive ในปี 1999 ดูบ้านพอที่จะนั่งทำงานกับ iMac สีลูกกวาด ในขณะที่ Ive ในปี 2011 ดูเท่พอที่จะนั่งทำงานหน้าเครื่อง iMac จอดำขนาด 27 นิ้ว

 

ถ้าไม่มี Apple แล้ว Ive จะเป็นอย่างไร?

ถ้าใครได้ดูภาพยนตร์สารคดีเรืี่อง “Objectified” ซึ่งไปคุยกับนักออกแบบอุตสาหกรรมชื่อดังหลายต่อหลายท่าน จะได้เห็นช็อตที่ Ive นั่งอยู่ในเวิร์คช็อปแห่งหนึ่ง ถือชิ้นส่วนกรอบจอของ iMac 24 นิ้ว, คีย์บอร์ด และตัวถัง Unibody ของ MacBook Pro เล่าถึงรายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ ในขั้นตอนการออกแบบอย่างตั้งอกตั้งใจ จนพอพูดจบถึงได้ยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร แล้วถามคนสัมภาษณ์ว่า “มันดูหมกมุ่นมากเลยใช่ไหมครับ?” นั่นเป็นภาพที่ทำให้ผมย้อนกลับไปนึกถึงการบรรยายที่ผมได้ไปนั่งฟัง ตอนนั้น Ive ก็อธิบายเรื่องข้อพับของ PowerBook 17 นิ้วในอารมณ์นี้เช่นกัน ภาพนี้บอกอะไรเรา?

 

 

ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ Ive ทำงานกับ Apple ไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ทางรายได้ แต่การที่ Apple มีแนวทางที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ทีมออกแบบได้ทำงานเต็มที่ ทดลองค้นคว้าอย่างเต็มที่ น่าจะเป็นสิ่งที่ซื้อใจ Ive และทีมออกแบบ เพราะคนทำงานสายสร้างสรรค์ทุกแขนงจะไม่มองเรื่องเงินเป็นประเด็นหลัก พูดง่ายๆ ว่า ที่ไหนทำงานแล้วได้ปล่อยของ ได้เรียนรู้เต็มที่ ได้สร้างงานที่เราเชื่อว่ามีความสำคัญ ได้สร้างสิ่งแปลกใหม่ที่มีความหมาย ที่นั้นจะน่าอยู่ น่าทำงานให้ น่าอุทิศแรงกายแรงใจให้ จะว่าไปอาจจะคล้ายกับการอุปถัมภ์ศิลปินของตระกูลขุนนางในสมัยเรเนอซองส์ด้วยซ้ำ ดังนั้น การที่ในข่าวลือที่ว่า Ive จะออก มีการคำนวณผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากการขายหุ้นมาประกอบ จึงเป็นการอ้างถึงทีไม่เข้าใจธรรมชาติของคนทำงานสายนี้เท่าไรนัก

ผมไม่ได้อยากจะวิพากย์วิจารณ์ Ive ในแง่ลบ แต่โดยส่วนตัวยังสงสัยความสามารถของเขาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามแนวทางอื่น การที่เขาอยู่กับ Apple มากว่า 10 ปี ภายใต้แนวทางที่ชัดเจนขนาดนี้ โฟกัสอยู่กับสิ่งเดียวมานานขนาดนี้ เขาจะสามารถไปทำงานในบริษัทอื่น เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์อื่น ในแนวทางอื่นได้ดีแค่ไหน? มีบริษัทไหนจะ “น่าทำงาน” สำหรับ Ive ตามเงื่อนไขที่กล่าวมาหรือเปล่า? และการเปลี่ยนเส้นทางของตัวเองในขณะที่ Apple ยังอยู่ในขาขึ้นเช่นนี้ เขาจะไปได้ดีหรือเปล่า? ตรงนี้น่าคิด

ดูอย่าง Chris Bangle, นักออกแบบชื่อดังที่เคยเป็นผู้นำทีมออกแบบของ BMW งานของเขาสร้างปรากฏการณ์ในการออกแบบรถยนต์ จนมีทั้งคนชื่นชอบและไม่ชอบมากมาย ก็ถูกจับตามองเมื่อออกจาก BMW มาตั้งสตูดิโอของตัวเอง และล่าสุดเมื่อมีข่าวว่าจะไปออกแบบโทรศัพท์มือถือให้ Samsung ก็มีทั้งกองเชียร์และกองแช่งตามเพ่งเล็งอยู่เพียบ แต่โดยบุคลิกของ Bangle แล้ว (ทั้งที่ทราบจากสื่อ และเคยไปฟังบรรยายของเขาที่จัดโดย TCDC เมื่อปีที่แล้ว) เขาน่าจะเป็นคนชอบเสี่ยงที่ยินดีจะยืนอยู่ใต้แสงไฟมากกว่า Ive

 

ถ้าไม่มี Ive แล้ว Apple จะเป็นอย่างไร?

ถ้า Apple ไม่มี Jobs เท่ากับการขาดผู้นำที่เปี่ยมวิสัยทัศน์ – ถ้า Apple ไม่มี Ive จะเท่ากับขาดผู้ที่ทำให้วิสัยทัศน์นั้นออกมาเป็นรูปธรรมหรือไม่?

ไม่ใช่เสียทั้งหมด – อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทีมออกแบบของ Apple ไม่ใช่ Ive คนเดียว และถ้า Apple ยังยึดมั่นในแนวทางการออกแบบและพัฒนาที่ชัดเจนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นักออกแบบคนอื่นก็สามารถยึดแนวทางนั้นทำงานต่อไปได้ แม้อาจจะทำได้ไม่ดีเท่ากับ Ive ก็ตาม และเชื่อเถอะ เดี๋ยว Apple ก็ดันใครซักคนในทีมขึ้นมาเป็น “หน้าตา” ของทีมออกแบบต่อจาก Ive ได้อยู่ดี ถ้าคนนั้นมีความสามารถพอ และมีบุคลิกที่นอบน้อมถ่อมตนน้อยกว่า Ive ซักหน่อย ก็อาจจะทำหน้าที่ในส่วน “หน้าตา” ได้ดีกว่าที่ Ive เป็นอยู่ด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ อย่าลืมว่าผลิตภัณฑ์ของ Apple มีทั้ง hardware และ software ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันได้อย่างหมดจดจนเกิด user experience ที่น่ารื่นรมย์ ดังนั้น รูปร่างหน้าตาของ hardware เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า พูดแบบชาวบ้านว่า ถ้า Ive ออกแล้วเครื่อง Mac สวยน้อยลง (ซึ่งก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น) ตัว Mac OS และ iOS ก็ยังอยู่ software ของ Apple ทั้ง iLife, iWork, Final Cut Pro, Aperture, …etc. ก็ยังอยู่

ดังนั้น ถ้าแนวทาง นโยบาย หรืออุดมการณ์ขององค์กรไม่เปลี่ยน แม้จะเปลี่ยนตัวบุคคลที่มาทำงานแทน องค์กรก็ยังก้าวต่อไปได้ องค์ประกอบนั้นๆ ในองค์กรก็ยังทำงานต่อไปได้ การไม่มี Jobs จึงน่ากลัวกว่าการไม่มี Ive มากนัก เพราะถ้าขาด Jobs นั่นหมายถึงแนวทาง นโยบาย และอุดมการณ์ของ Apple มีโอกาสที่จะเปลี่ยนไปได้สูงมาก

หลังจากวันที่ 2 มีนาคม เมื่อ Jobs ขึ้นเวทีเปิดตัว iPad 2 ด้วยท่าทางแข็งแรงดี และ Ive ก็ยังออกมาพูดถึงการออกแบบในวีดีโอเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เหล่าแฟนและสาวกก็คงเบาใจกันไปได้เปลาะใหญ่ๆ และเลิกคิดเรื่อง “Jobs จะตาย – Ive จะออก” ไปอีกพักหนึ่ง (อย่างน้อยก็จนกว่าจะหายเห่อ iPad 2 นั่นแหละ) แต่ถึงอย่างไร การเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะช้าจะเร็วเท่านั้น ไว้ถ้ามีอะไรชัดเจนกว่านี้ค่อยมาเล็งกันอีกทีแล้วกัน

posted on 17 March 2011, 8:00 pm by kangg in Articles
  • http://www.facebook.com/adct2luv Mash Love ทุกคนไปหมดเลย

    ขอบคุณ Apple 191 และพี่วีร์ สำหรับบนความดีๆด้วยครับ ^^

  • http://www.facebook.com/vorawich.boonseng Vorawich Boonseng

    ขอบคุณนะครับ ชอบมากๆๆ

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=1839347291 Frank Fickitoa Freud

    ขอบคุณค่ะ

  • http://rabbitinbag.com Rabbit Moon

    มองภาพได้กว้างและเคลียร์มากเลย
    ขอบคุณพี่วีร์และ apple191 ครับ

  • http://www.facebook.com/people/Worra-Wout/100000083925838 Worra Wout

    ขอบคุณอีกคน เช่นกันครับ

  • http://ezybzy.info ezy

    ครบเครื่องครับ รายละเอียดชวนให้ค้นคว้าหาอ่านเพิ่ม

  • http://twitter.com/comicstudies Wee Viraporn

    วันนี้มีคนมาขอ follow ผมบน Twitter หลายคนเลย แปลว่าถูกใจกันมาก ขอบคุณนะครับ คิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

  • http://www.siampod.com kangg

    ส่วนตัวผมมองว่า แอปเปิ้ลน่าจะเตรียมการตรงนี้ไว้แล้ว (รวมกรณี Jobs ด้วย) ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะเซ็ทอัพเรียบร้อยแล้วก็ได้ว่าใครจะมาแทนที่ Ive

    กรณี Ive ออกจริง ผมไม่เชื่อว่า Ive จะกระทบกับแอปเปิ้ลมากเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าทีมงานด้านออกแบบบริษัทระดับโลกแบบนี้ก็ต้องเก่งทุกคนอยู่แล้ว แต่หน้าตาของสินค้าแอปเปิ้ลอาจจะเปลี่ยนไปบ้างจากคนใหม่ที่เข้ามาเป็น Head แผนกนี้ แต่อย่างไรก็ดีภายใน 2 ปีนี้ผมเชื่อว่าเรื่องดีไซน์ของสินค้าแอปเปิ้ลน่าจะมีการออกแบบไว้บ้างแล้วนะ ทั้ง Mac และ iOS Devices

    —-

    ตอนนี้อยากให้แอปเปิ้ลอัพเดท Airport Extreme หน้าตาใหม่แล้ว

    • http://ezybzy.info ezy

      จากขนมชั้น ก็กลายเป็น Apple TV กลายเป็น Time Capsule แล้วก็กลายเป็น Mac mini

      งวดหน้าฟันธงว่าจะออกมาเป็นแท่ง (ฮา)

  • http://twitter.com/macphuket macphuket

    Objectified นี่หนึ่งในดวงใจของผมเรื่องหนึ่ง

    ปล.ขนาดไม่ได้เขียนนานแล้ว แต่พี่วีร์ยังเขียนได้ดีเหมือนเดิมครับ :)

  • http://twitter.com/comicstudies Wee Viraporn

    ผมไม่ค่อยชอบ Objectified ถ้าเทียบกับ Helvetica โดยผู้กำกับคนเดียวกันนะ แต่รวมๆ ก็จัดว่าโอเค

    เรื่องหน้าตาของผลิตภัณฑ์ Apple ช่วงนี้มันไม่ได้มี breakthrough ในส่วน desktop มานานเกินพอแล้วแล้ว อย่างตัวถัง Mac Pro ก็ยังเป็นแบบเดียวกับ PowerMac G5 ที่ออกมาเมื่อปี 2003 นู่น! ส่วน iMac ก็เป็น “จอแขวนบนขา” มาตั้งแต่ iMac G5 ของปี 2004 แต่ค่อยๆ ขัดเกลารายละเอียดปลีกย่อยไปเรื่อยๆ อยากรู้จริงๆ ว่าจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อไหร่กัน

    • http://www.siampod.com kangg

      iMac นี่ผมก็จับตาดูอยู่เหมือนกันครับว่าจะเปลี่ยนโฉมจริงๆเมื่อไหร่ ส่วน Mac Pro คิดเอาเองว่าคงต้องเล็กลงกว่าเดิม ใช้วัสดุในการผลิตน้อยลงกว่าเดิม …ประมาณนั้น

      —-

      2 เรื่องข้างต้นชอบพอ ๆ กัน ส่วนสารคดีเกี่ยวกับ Apple อย่างเดียวแนะนำ Welcome to Macintosh ครับ

  • http://www.facebook.com/warayut Jill Snsr

    ผมชอบ apple เพราะทุกอย่างมันดูเรียบไปหมด
    และผมก็เชื่อว่า Jobs และ Ive ก็คงจะชอบในสิ่งที่ผมชอบเหมือนกัน